แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การสื่อสารที่ดีระหว่างโค้ชกับนักกีฬา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การสื่อสารที่ดีระหว่างโค้ชกับนักกีฬา แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

ขั้นตอนการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพระหว่างผู้ฝึกสอนกีฬากับนักกีฬา 


        เป้าหมายของการสื่อสาร คือ การทำความเข้าใจร่วมกันระหว่างบุคคลที่ส่งข้อความและบุคคลที่รับ ข้อความ โดยกระบวนการส่งข้อความจากผู้ฝึกสอนกีฬาไปยังนักกีฬามี 6 ขั้นตอนด้วยกัน คือ
        1. ผู้ฝึกสอนกีฬาคิดในสิ่งที่จะนำไปถ่ายทอดกับนักกีฬา
        2. ผู้ฝึกสอนกีฬาทำการแปลในสิ่งที่คิดให้เป็นข้อความที่เหมาะสมสำหรับการส่งต่อข้อความนั้น สู่นักกีฬา
        3. ผู้ฝึกสอนกีฬาถ่ายทอดข้อความในรูปแบบของการสื่อสารแบบใดแบบหนึ่งกับนักกีฬา (ภาษาพูด หรือภาษาท่าทาง)
        4. นักกีฬารับข้อความที่ผู้ฝึกสอนกีฬาถ่ายทอดมา (ถ้านักกีฬาให้ความสนใจ)
        5. นักกีฬาตีความหมายข้อความที่ได้รับจากผู้ฝึกสอนกีฬา
        6. นักกีฬาตอบสนองต่อข้อความที่ได้รับจากผู้ฝึกสอนกีฬา


ตัวอย่าง เทคนิคการสื่อสารที่ใช้จิตวิทยาในการสื่อสารระหว่างผู้ฝึกสอนกับนักกีฬา

สาเหตุที่ทำให้การสื่อสารขาดประสิทธิภาพระหว่างผู้ฝึกสอนกีฬากับนักกีฬา 




        1. เนื้อหาที่สื่อออกไปไม่เหมาะสมกับสถานการณ์
        2. การถ่ายทอดข้อความไม่มีภาษาพูดหรือภาษาท่าทางที่ดีพอ
        3. นักกีฬาไม่ได้รับข้อความที่ส่งไปเพราะขาดความสนใจ
        4. นักกีฬาขาดการฟังหรือทักษะการสื่อสารด้วยภาษาท่าทางทำให้ตีความหมายของข้อความผิดพลาด หรือไม่เข้าใจข้อความนั้น
        5. นักกีฬาเข้าใจความหมายของข้อความ แต่ตีความหมายข้อความนั้นผิดพลาดไปจากความเป็นจริง
        6. ข้อความที่ผู้ฝึกสอนกีฬาส่งไปขาดประสิทธิภาพ นักกีฬาสับสนเกี่ยวกับความหมาย
        7. การสร้างแรงจูงใจให้นักกีฬา แรงจูงใจมีอิทธิพลต่อรูปแบบการคิดและผลักดันให้เกิดพฤติกรรม นอกจากนั้นแรงจูงใจยังเป็นตัวขับเคลื่อนพฤติกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการที่พึงปรารถนา นักจิตวิทยาการกีฬาเรียนรู้ว่าสิ่งที่นักกีฬาต้องการมากที่สุดมี 2 ประการ คือ ความสนุก ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการปลุกเร้าหรือเป็นการกระตุ้นและสร้างความตื่นเต้นและความรู้สึกว่าตนเอง มีคุณค่า รู้สึกว่าตนเองมี ความสามารถและมีโอกาสที่ประสบความสำเร็จได้
        8. การสร้างความสนุกสนานให้นักกีฬา มนุษย์เกิดมาพร้อมกับความต้องการในการปลุกเร้าและความ ตื่นเต้น ซึ่งในทางกีฬาได้คำนึงถึงระดับการกระตุ้นที่เหมาะสมและการมีประสบการณ์ไหลลื่น ซึ่งระดับของ ความท้าทายที่เหมาะสมย่อมนำไปสู่ความสนุกในการฝึกซ้อม การสร้างความสนุกในการฝึกซ้อมจำเป็นต้องคำนึงถึงแหล่งที่มาของความสนุกร่วมด้วย ซึ่งส่วนหนึ่งของความสนุกต้องมาจากการยอมรับเหตุผลสำหรับการ เข้าร่วมกิจกรรมกีฬา ต้องมีการสร้างกิจกรรมที่สร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมภายในทีมให้เกิดความน่าสนใจ ท้าทาย และน่าตื่นเต้นอยู่เสมอ
        9. นักกีฬาต้องการความรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า ผู้ฝึกสอนกีฬาต้องสร้างให้นักกีฬาเกิดการเรียนรู้และให้ ความสำคัญกับการมองเห็นคุณค่าในตนเองไม่ว่าผลการแข่งขันจะแพ้หรือชนะก็ตาม นักกีฬาต้องตระหนักว่า ตนเองมีคุณค่าอยู่เสมอเปิดโอกาสให้นักกีฬาได้ใช้ความคิดในการจินตนาการเกี่ยวกับตนเองในทุกสถานการณ์ ที่จะเกิดขึ้นจริง และเตรียมพร้อมรับกับสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ ให้ความสำคัญกับความคิดของนักกีฬาว่า นักกีฬาคิดอย่างไรเมื่อได้รับชัยชนะและนักกีฬาคิดอย่างไรเมื่อได้รับความพ่ายแพ้ คำตอบของนักกีฬาจะเป็น สิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความคิดและการมองเห็นคุณค่าในตนเองเป็นอย่างดี นักกีฬาที่ได้รับการฝึกฝนทักษะ ทางจิตใจมาอย่างดีไม่ว่าตนเองจะประสบความสำเร็จหรือประสบความพ่ายแพ้มักมีคำตอบให้ตนเองทางบวก อยู่เสมอ เมื่อพ่ายแพ้ไม่สมหวังในสิ่งที่ตั้งใจคงปฏิเสธที่จะเสียใจไม่ได้แต่นักกีฬาจะสามารถฟันฝ่าความเสียใจ ความท้อแท้และเข้าสู่กระบวนการคิดทางบวกได้อย่างรวดเร็ว การคิดทางบวกเป็นบ่อเกิดของสิ่งสร้างสรรค์ที่ดี ต่อไปในอนาคตเสมอ ตัวอย่างความคิดที่มักเกิดขึ้นกับนักกีฬา คือ
               การคิดอย่างผู้ชนะ เช่น
                    “ความสำเร็จคือสิ่งที่สร้างความมั่นใจว่าจะทำได้อีก”
                    “ความล้มเหลวคือแรงผลักดันที่จะท าให้สำเร็จ”
                    “เชื่อมั่นและเห็นคุณค่าความสามารถของตนเอง”
               การคิดอย่างผู้แพ้เช่น
                    “ความพยายามไม่ได้ช่วยทำให้อะไรดีขึ้น”
                    “ปัญหาของความล้มเหลวอยู่ที่ความสามารถฉันเอง จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะ พยายามทำให้ดีหรือ ทำให้มากขึ้น” นักกีฬาที่มีความคิดอย่างผู้แพ้ มักมีกลไกการป้องกันตนเองอยู่เสมอ คือ มักหลีกเลี่ยงการแสดง ความสามารถอย่างเต็มที่ชอบแก้ตัว เช่น ขาฉันเจ็บทำให้เล่นไม่ดีหรือมีบางอย่างเข้าตาฉันก่อนยิงลูกโทษ และ มักปฏิเสธความสำเร็จที่ตนเองต้องการ

แนวทางการสร้างแรงจูงใจให้กับนักกีฬา 




        ผู้ฝึกสอนกีฬาควรหล่อหลอมให้นักกีฬาตระหนักอยู่เสมอว่าความสำเร็จไม่ใช่อยู่ที่ชัยชนะเพียง อย่างเดียว แต่อยู่ที่ความเพียรพยายาม ความมุ่งมั่น อุตสาหะในการฝึกซ้อม และได้รับประสบการณ์ที่ แปลกใหม่ในสถานการณ์ต่างๆ อยู่เสมอ สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาต่อไป ผู้ฝึกสอน กีฬาควรกระตุ้นให้นักกีฬามีการกำหนดเป้าหมายของตนเองที่ตรงตามสภาพความเป็นจริง และย้ำเตือนให้ ปฏิบัติตามสิ่งที่ตนเองกำหนดไว้ให้ได้อย่างต่อเนื่อง มีการตรวจสอบและปรับปรุงเป้าหมายของตนเอง อย่างสม่ำาเสมอ และต้องยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคล ผู้ฝึกสอนกีฬา เพื่อน ผู้ชม ผู้ปกครอง และผู้ที่ เกี่ยวข้องอื่นๆ มีส่วนช่วยในการส่งเสริมสุขภาพจิตแก่นักกีฬาได้เป็นอย่างมาก แต่ควรต้องทำอย่างสม่ าเสมอ และต่อเนื่องโดยใช้กระบวนการและวิธีการดังต่อไปนี้
        1. การให้คำชมเชย ยกย่อง แสดงออกซึ่งการยอมรับซึ่งกันและกัน
        2. การให้ความอบอุ่นและความสัมพันธ์ที่ดี
        3. การให้กำลังใจ การไปร่วมเชียร์เมื่อมีการแข่งขัน
        4. การฝึกทักษะทางจิตใจ เช่น การกำหนดเป้าหมาย การควบคุมอารมณ์การลดความวิตกกังวล การสร้างจินตภาพ เป็นต้น
        5. การจัดสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ให้เอื้อต่อความพึงพอใจของนักกีฬาสอน แนะนำ หล่อหลอมให้ มีความรู้สึกนึกคิดเชิงสร้างสรรค์อยู่เสมอ
        6. จัดกระบวนการฝึกซ้อมให้เกิดการสร้างเสริมสุขภาพจิตที่ดี เช่นการให้โอกาสประสบผลสำเร็จ ให้ทราบความก้าวหน้าหรือพัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงไปจากการฝึกซ้อม เพื่อสะสมความสุขและความพึงพอใจ ทีละเล็กละน้อย
        7. สร้างความมั่นคงในอนาคตแก่นักกีฬา เช่น ความมั่นคงในการเรียนความมั่นคงในการดำเนินชีวิต

ความหมายของจิตวิทยาการกีฬา          ภูษณพาส สมนิล (2558) จิตวิทยาการกีฬาจัดเป็นศาสตร์แขนงใหม่ที่กำลังตื่นตัว และเป็นที่สนใจของวง...